ส่องผลการดำเนินงาน Q1 2564 14 หุ้นกลุ่มลิสซิ่ง (Leasing)

ส่องผลการดำเนินงาน Q1 2564 14 หุ้นกลุ่มลิสซิ่ง (Leasing)

สำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 หุ้นในกลุ่มลิสซิ่ง แม้โดยส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ซึ่งผลการดำเนินงานทั้ง 14 บริษัท มีรายได้รวมเท่ากับ 14,704 ล้านบาท ลดลง 65 ล้านบาท หรือลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว

โดยมีบริษัทที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 6 บริษัทเท่านั้น คือ MTC, TIDLOR, SAWAD, ASK, NCAP และ MICRO

.

แต่ในส่วนกำไรสุทธิทั้ง 14 บริษัท อยู่ที่ 4,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาได้ 713 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% โดยมีบริษัทที่กำไรสุทธิลดลงเพียง 2 บริษัทคือ THANI และ S11 เท่านั้น

.

ดังนั้น โพสนี้จะมาส่องดูผลการดำเนินงานของ 14 หุ้นในกลุ่มนี้ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ว่าแต่ละบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นลดลงจากอะไร และราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563

.

🎯 ข้อสังเกตุ

1. ในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาก เกิดจากคุณภาพในการบริหารหนี้ที่ดีขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้อยค่าด้านเครดิตลดลง (บางบริษัทกลับรายการเป็นบวก คือ จากเป็นค่าใช้จ่ายกลับมาเป็นรายได้) จึงทำให้ส่งผลต่อกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือสวนทางกับรายได้ที่ลดลง

2. รายได้ของธุรกิจลิสซิ่ง จะมีรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ คือ รายได้จากสัญญาเช่าซื้อ และรายได้จากค่าบริการและค่าธรรมเนียม เหตุผลเมื่อพอร์ตสินเชื่อเติบโตขึ้น ก็ทำให้มีค่าบริการและค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์และประกันวงเงินสืนเชื่อด้วย และในทางกลับกันถ้ารายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อลดลง ก็จะทำให้รายได้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมลดลงเช่นกัน

.

(ข้อมูลเรียงลำดับจากบริษัทที่มีรายได้ใน Q1 2564 สูงสุด)

.

1. MTC : บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 122,430 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 3,857.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% หรือเพิ่มขึ้น 324.28 ล้านบาท จาก 3,532.87 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซี่งรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ดอกเบี้ยของสินเชื่อและบริการเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 1,373.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% หรือเพิ่มขึ้น 136.31 ล้านบาท จาก 1,237.34 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.65 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 57.75 บาท ลดลง -1.25 บาท จาก 59 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ ลดลง -2.1% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 22.88 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 0.64%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > http://bit.ly/2Nt3uO3

.

2. TIDLOR : บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 96,818 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 2,882.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0% หรือเพิ่มขึ้น 13.86 ล้านบาท จาก 2,868.97 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซี่งรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้นในส่วนธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 783.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% หรือเพิ่มขึ้น 82.16 ล้านบาท จาก 701.18 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.37 บาทต่อหุ้น ซี่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากในไตรมาสนี้ มีการบวกกลับรายการขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 มูลค่า 151 ล้านบาท

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 5.25 บาท จาก 36.5 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 14.4% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 38.75 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 0%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3oL6QKY

.

3. SAWAD : บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 100,240 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 2,806.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% หรือเพิ่มขึ้น 19.64 ล้านบาท จาก 2,786.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซี่งรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้อื่น ๆ เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากกำไรจากการเปลี่ยนแปลงประเภทเงินลงทุนในบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 1,360.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% หรือเพิ่มขึ้น 328.07 ล้านบาท จาก 1,032.88 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.99 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเนื่องจากระดับหนื้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของบริษัทลดลง จึงมีการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 174.15 ล้านบาทในไตรมาสนี้

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 73 บาท เพิ่มขึ้น 7.25 บาท จาก 65.75 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 11% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 20.73 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 2.47%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > http://bit.ly/3qREVrT

.

4. THANI : บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 22,879 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 1,031.98 ล้านบาท ลดลง -7% หรือลดลง -77.79 ล้านบาท จาก 1,109.77 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซี่งรายได้ลดลงจาก รายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 426.88 ล้านบาท ลดลง -8% หรือลดลง -37.79 ล้านบาท จาก 464.66 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.08 บาทต่อหุ้น ซี่งกำไรสุทธิลดลงจากรายได้ได้ที่ลดลง

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 4.04 บาท ลดลง -0.12 บาท จาก 4.16 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ ลดลง -2.9% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 12.55 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 4.23%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3twoBPy

.

5. ASK : บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 12,492 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 967.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% หรือเพิ่มขึ้น 72.32 ล้านบาท จาก 894.82 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซี่งรายได้เพิ่มขึ้นจาก รายได้เงินให้กู้ยืมที่เพิ่มขึ้นจากใหสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นและการเพิ่มขึ้นของพอร์ตสินเชื่อเงินให้กู้ยืม อีกทั้งรายได้ค่าบริการเพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 276.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% หรือเพิ่มขึ้น 75.72 ล้านบาท จาก 200.48 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.78 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าลดลง เป็นผลจากการควบคุมและติดตามลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของบริษัท

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 35.5 บาท เพิ่มขึ้น 13.3 บาท จาก 22.2 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 59.9% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 19.54 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 3.15%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3gctM3o

.

6. PL : บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 1,611 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 785.63 ล้านบาท ลดลง -15% หรือลดลง -137.81 ล้านบาท จาก 923.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงเนื่องจากรายได้ค่าเช่ารับจากสัญญาเช่าดำเนินงาน และรายได้จากการขายสินทรัพย์ให้เช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงานลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 28.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0% หรือเพิ่มขึ้น 0.03 ล้านบาท จาก 28.55 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.05 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 2.7 บาท เพิ่มขึ้น 0.48 บาท จาก 2.22 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 21.6% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 21.16 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 3.01%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3sratG7

.

7. TK : บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 4,900 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 538.73 ล้านบาท ลดลง -27% หรือลดลง -202.20 ล้านบาท จาก 740.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงเนื่องจากรายได้จากการเช่าซื้อที่ลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 97.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% หรือเพิ่มขึ้น 3.47 ล้านบาท จาก 94.03 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.2 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้นทุนทางการเงินลดลงจากใช้วงเงินกู้ลดลง

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 9.8 บาท เพิ่มขึ้น 1.8 บาท จาก 8 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 22.5% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 13.44 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 4.29%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3twot2w

.

8. S11 : บริษัท เอส 11 กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 4,230 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 471.51 ล้านบาท ลดลง -8% หรือลดลง -43.76 ล้านบาท จาก 515.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงจากรายได้ได้จากการเช่าซื้อที่ลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 86.52 ล้านบาท ลดลง -22% หรือลดลง -24.04 ล้านบาท จาก 110.56 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.14 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิลดลงมากกว่ารายได้ที่ลดลง เนื่องจากรายได้ที่ลดลงแล้ว อีกทั้งในไตรมาสนี้มีผลขาดทุนด้านเครดิตทีคาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น จากผลกระทบจากการเกิดโรคระบาดโควิด-19 และการประมาณการเพื่อรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันทีมีความไม่แน่นอนสูง

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 6.9 บาท ลดลง -0.6 บาท จาก 7.5 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ ลดลง -8% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 9.05 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 3.57%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3v3MyOJ

.

9. SAK : บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 24,523 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 396.23 ล้านบาท ลดลง -5% หรือลดลง -22.07 ล้านบาท จาก 418.30 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 118.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% หรือเพิ่มขึ้น 15.40 ล้านบาท จาก 103.25 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.06 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากคุณภาพในการบริหารหนี้ ทำให้มีผลขาดทุนด้อยค่าด้านเครดิตลดลง อีกทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และการชำระคืนเงินกูยืมบางส่วน

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 11.7 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท จาก 8.45 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 38.5% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 42.48 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 0.92%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/382TZwJ

.

10. NCAP : บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 12,780 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 311.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% หรือเพิ่มขึ้น 30.78 ล้านบาท จาก 280.34 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ในส่วนของค่าธรรมเนียมและค่าบริการจากการติดตามทวงหนี้ และการทำประกันภัยรถจักรยานยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 74.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103% หรือเพิ่มขึ้น 37.91 ล้านบาท จาก 36.86 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.08 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณภาพในการบริหารหนี้ ทำให้มีผลขาดทุนด้อยค่าด้านเครดิตลดลง อีกทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 14.2 บาท เพิ่มขึ้น 8.6 บาท จาก 5.6 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 153.6% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 53.32 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 0%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > http://bit.ly/3n1lgE4

.

11. AMANAH : บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 5,315 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 189.87 ล้านบาท ลดลง -8% หรือลดลง -16.97 ล้านบาท จาก 206.83 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงจากรายได้จากสัญญาเช่าซื้อที่ลดลง ผลจากการปล่อยสินเชื่อที่ลดลง และยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือลกคู้า อีกทั้งยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง ผลจากการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงเช่นเดียวกัน

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 79.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% หรือเพิ่มขึ้น 6.87 ล้านบาท จาก 72.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.08 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งคุณภาพในการบริหารหนี้ที่ดีขึ้น ทำให้มีผลขาดทุนด้อยค่าด้านเครดิตลดลง

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 5.15 บาท เพิ่มขึ้น 1.21 บาท จาก 3.94 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 30.7% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 17.86 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 2.5%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3fL09pw

.

12. ECL : บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 2,284 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 183.39 ล้านบาท ลดลง -25% หรือลดลง -59.77 ล้านบาท จาก 243.16 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงเนื่องจาก รายได้ดอกเบี้ยของสัญญาเช่าซื้อและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งทั้งพักชำระหนี้และขยายเวลาการชำระหนี้

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 56.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 401% หรือเพิ่มขึ้น 44.98 ล้านบาท จาก 11.22 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.05 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 31.57 ล้านบาท (พอร์ตลูกหนี้ลดลง เนื่องจากปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง) อีกทั้งยังมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงด้วย

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 2.06 บาท เพิ่มขึ้น 0.92 บาท จาก 1.14 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 80.7% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 21.42 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 4.95%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3fL0BnI

.

13. ML : บริษัท ไมด้า ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 1,629 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 144.04 ล้านบาท ลดลง -3% หรือลดลง -4.38 ล้านบาท จาก 148.42 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้ลดลงจากรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาดช่าซื้อที่ลดลง

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 42.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109% หรือเพิ่มขึ้น 21.95 ล้านบาท จาก 20.20 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.04 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งคุณภาพในการบริหารหนี้ที่ดีขึ้น ทำให้มีผลขาดทุนด้อยค่าด้านเครดิตลดลง

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 1.53 บาท เพิ่มขึ้น 0.56 บาท จาก 0.97 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 57.7% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 13.51 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 3.57%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > https://bit.ly/3dr7WHz

.

14. MICRO : บริษัท ไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) [มูลค่าตลาด 7,948 ล้านบาท]

– รายได้ Q1/2564 เท่ากับ 138.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% หรือเพิ่มขึ้น 38.37 ล้านบาท จาก 100.04 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้น ผลจากพอร์ตสินเชื่อยังโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าบริการและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ผลจากการประกันรถและการคุ้มครองวงเงินสินเชื่อทีเพิ่มขึ้น

– กำไรสุทธิ Q1/2564 เท่ากับ 51.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% หรือเพิ่มขึ้น 22.02 ล้านบาท จาก 29.25 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1 ของปีที่แล้ว โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.05 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มจึ้น เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– โดยราคาหุ้นวันที่ 21-5-2564 ปิดที่ 8.5 บาท เพิ่มขึ้น 3.64 บาท จาก 4.86 บาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือ เพิ่มขึ้น 74.9% ซึ่งปัจจุบันมีค่า PE เท่ากับ 50.58 เท่า และมีอัตราปันผลที่ 0.66%

ศึกษาข้อมูล Factsheet เพิ่มเติมได้ที่ > http://bit.ly/2MbbthZ

.
.

❗ หมายเหตุ : โพสนี้จัดทำขึ้นเพื่่อใช้เป็นแนวทางในการลงทุนเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำว่าบริษัทไหนน่าลงทุนกว่าบริษัทไหน หรือผลตอบแทนการลงทุนหรือผลการดำเนินงานจะไม่เปลี่ยนไป เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้สนใจควรต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการลงทุนเสมอนะครับ 🙂

.

Reference
– https://www.set.or.th

.

สนใจข้อมูลธุรกิจ การเงิน การลงทุน เล่าให้ฟังเข้าใจง่ายๆ พร้อมทั้งแรงบันดาลใจดีๆ ในการสร้างฝัน ติดตาม iYom Biz+Inspiration ได้ที่
website : https://iyom-bizinspiration.com
facebook : https://www.facebook.com/iYomBizInspiration

Leave a Reply

Your email address will not be published.