ROE คืออะไร ? บอกอะไรนักลงทุน

ROE คืออะไร ? บอกอะไรนักลงทุน

หนึ่งในอัตราส่วนสำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกหุ้น นั่นคือ อัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) หรือที่เรามักได้ยินกันในชื่อย่อที่ว่า ROE นอกเหนือจาก อัตราส่วนราคา/กำไรต่อหุ้น (PE Ratio) ที่ได้เคยอธิบายไปแล้ว (ตามไปอ่านได้ที่ > https://bit.ly/2RK08s2)

.

ซึ่งอัตราส่วน PE ที่เรารู้จักกัน จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกความถูกความแพงของหุ้น ในขณะที่อัตราส่วน ROE จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกถึงคุณภาพของหุ้น (บริษัท) ตัวนั้นว่า เงินที่บริษัทเก็บเอาไว้ (ทุน+กำไรสะสม) สามารถนำไปลงทุนทำธุรกิจให้งอกเงย ได้อัตราผลตอบแทนคืนกลับมาให้ผู้ถือหุ้นเท่าไหร่

.

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เหมือนเรามีเงิน 1,000 เอาเงินไปฝากออมทรัพย์ ได้ดอกเบี้ย 0.25% อีกนัยหนึ่งก็คือ ROE หรือเงิน 1,000 เราจะเอาไปลงทุนหุ้น ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย ๆ ราว 10% ก็ถือว่าเป็น ROE เช่นกัน

.

ซึ่งถ้าอธิบายในแง่ของบริษัท (ตามรูป)

.

นักลงทุนสนใจซื้อหุ้นของบริษัท 100 บาท ซึ่งก็คือ การซื้อความเป็นเจ้าของบริษัท (ผู้ถือหุ้น) โดยที่จะระบุไว้ในส่วนของผู้ถือหุ้น หลังจากนั้น บริษัทได้นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ (เช่น เครื่องจักร, ร้านค้า อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น) เพื่อใช้ในการทำธุรกิจ สร้างรายได้ ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเหลือเป็น กำไรสุทธิ และจะไหลกลับมาให้ผู้ถือหุ้น ในรูปแบบ ROE นั่นเอง

.

หรือสามารถอธิบายได้ว่า เงิน 100 บาทของผู้ถือหุ้น บริษัทสามารถนำไปสร้างผลกำไรกลับมาได้กี่บาท ทำให้เวลาเราดูอัตราส่วนนี้มักจะหา บริษัทที่มี ROE สูงและอย่างสม่ำเสมอไว้ก่อน เพราะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของธุรกิจที่ดีและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอ

.

❗กับดัก ROE ที่ต้องระวัง ❗

.

ซึ่งจากสูตรคำนวนของ ROE โดยปกติทั่วไป คือ กำไรสุทธิ/ส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้น การที่ ROE จะสูงขึ้นได้ย่อมเกิดจาก กำไรที่เพิ่มขึ้น หรือ ส่วนของผู้ถือหุ้นที่น้อยลง แต่จากสูตรดังกล่าวอาจทำให้เราติดกับดักของหุ้นที่มี ROE สูง ๆ ที่อาจจะไม่ได้เกิดจากกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างแท้จริง

.

เพราะบางที อาจมีบางบริษัทที่ใช้โครงสร้างเงินทุน (ทำให้ตัวส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยลง) โดยการใช้หนี้สิ้นเป็นตัวดันให้ ROE สูงขึ้น (Leverage) แทนที่จะเกิดจากกำไรของธุรกิจจริง ๆ จึงทำให้เราต้องแยกส่วนการคำนวนของ ROE ออกมาเป็น 3 ส่วนประกอบสำคัญ (ตามรูป)

.
📌 ROE กับ 3 ส่วนประกอบ 📌

.

ส่วนที่ 1 ความสามารถในการทำกำไรที่สูง
ส่วนที่ 2 ความสามารถในการขาย
ส่วนที่ 3 การใช้ประโยชน์จากหนี้สิน

ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวจะมีอัตราส่วนชี้วัดแยกพิจารณา คือ

.

ส่วนที่ 1 ความสามารถในการทำกำไรที่สูง

ใช้ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) [กำไรสุทธิ/รายได้] บอกถึงประสิทธิภาพการขายและการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างกำไรของบริษัท

.

ส่วนที่ 2 ความสามารถในการขาย

ใช้ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (Assets Turnover) [รายได้/สินทรัพย์] บอกถึงการหมุนของสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ (สินทรัพย์ 1 บาท สร้างรายได้ x บาท)

.

ส่วนที่ 3 การใช้ประโยชน์จากหนี้สิน

ใช้ ตัวทวีคูณของผู้ถือหุ้น (Equity Multiplier) [สินทรัพย์/ส่วนผู้ถือหุ้น] ขออธิบายขยายความสักนิด ตัวนี้เป็นตัววัดความเสี่ยงจากการระดมทุนจากหนี้สิน ยิ่งมีค่า Equity Multiplier สูง แสดงถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น ความเสี่ยงที่มากขึ้นแสดงถึงผลตอบแทนที่คาดหวังจะสูงขึ้นตามไปด้วย (โดยเงินลงทุนในสินทรัพย์ 1 บาทมาจากผู้ถือหุ้นกี่บาท)

หรืออาจคำนวนจาก (1+DE) ก็ได้เช่นกัน

.

โดยเมื่อดูจากโครงสร้างสูตรทั้ง 3 เราจะเห็นความเชื่อมโยงกันดังนี้ คือ

.

ROE

= ทำกำไรได้สูง x ขายของเก่ง x ใช้ประโยชน์จากหนี้สิน

= Net Profit Margin x Asset Turnover x Equity Multiplier

= (กำไรสุทธิ/รายได้) x (รายได้/สินทรัพย์) x (สินทรัพย์/ส่วนผู้ถือหุ้น)

.

สุดท้ายลองตัดตัวแปรทางคณิตศาสตร์ สูตรก็จะเหลือคำนวนมาเป็น

ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น นั่นเอง

.

❓ หลายคนถาม แล้วจะแยกทำไมให้ยุ่งยาก ❓

.

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการแยกองค์ประกอบของ ROE จะช่วยทำให้เรา เห็นคุณภาพของ ROE ได้ชัดเจนขึ้นว่าแท้จริงแล้ว การที่บริษัทมี ROE เพิ่มขึ้นหรือลดลงเกิดจากการดำเนินงานจุดไหน และที่สำคัญยังสามารถสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทมีการใช้ประโยนช์จากการก่อหนี้มาช่วยดันให้ ROE สูงขึ้นหรือไม่ ดังตัวอย่างเช่น

.

บริษัท A และ บริษัท B มีความสามารถทางธุรกิจเท่ากัน ทั้งในเรื่องอัตรากำไรสุทธิที่อยู่ที่ 10% และอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ที่ 1 เท่า เหมือนกันทั้งคู่

.

แต่พอคำนวน ROE บริษัท B อยู่ที่ 20% ในขณะที่บริษัท A มี ROE เท่ากับ 10% เท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ บริษัท B มีการใช้ประโยชน์จากหนี้สิน (Equity Multiplier เท่ากับ 2) จึงเป็นตัวผลักดันให้ ROE สูงกว่า บริษัท A ที่ไม่มีหนี้สิน (Equity Multiplier เท่ากับ 1)

.

📌 การเปรียบเทียบ 📌

.

และต้องอย่าลืมว่า ROE ก็เหมือนอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ที่เราต้องดูเปรียบเทียบทั้ง

1. อดีตที่ผ่านมาสัก 3-5 ปี เพื่อดูความสม่ำเสมอและค่อนไปในทางขยับขึ้น

2. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือของอุตสาหกรรมเดียวกัน

3. เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนอาจจะมีตัวเลขที่แตกต่างกัน แต่จะช่วยให้คุณเลือกลงทุนและเข้าใจในแต่ละอุตสาหกรรมได้

.

🎯 สรุป การดูอัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) 🎯

.

1. ดูบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง

2. ROE อยู่ในระดับ 20% และเพิ่มขึ้นในระยะยาว
3. หลีกเลี่ยง ROE ที่ผันผวน

4. ระวัง ROE ที่สูงจากการก่อหนี้เพิ่ม ฉะนั้น ROE ที่สูงและมีคุณภาพ D/E ต้องต่ำด้วย

.

🔑 นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ ROE พิจารณาควบคู่กับอัตราส่วน PE เพื่อคัดเลือกหุ้นได้ ลองไปดูตัวอย่างศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

– วิเคราะห์หุ้นลิสซิ่ง รับหุ้น TIDLOR ด้วยคู่หูอัตราส่วนการเงิน PE และ ROE > https://bit.ly/3y47g38

– เลือกลงทุนหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหา ฯ ด้วยคู่หูอัตราส่วนการเงิน PE และ ROE > https://bit.ly/3y9E6j2

.

📣 หมายเหตุ 📣

.

1. การคำนวน ROE โดยปกติ ถ้าเป็นรายการที่มาจากงบดุล (สินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้น) จะใช้ค่าเฉลี่ยสองปีแทน (เช่น ถ้าจะคำนวน ปี 2563 จะใช้สินทรัพย์ของทั้งปี 2563 และ 2562 มาเฉลี่ย)

2. การคัดเลือกหุ้นต้องใช้อัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ประกอบในการพิจารณาด้วย เช่น PE, PB, อัตราปันผล เป็นต้น อีกทั้งยังต้องคาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจนั้นในอนาคตได้ในระดับหนึ่ง

3. ไม่มีอัตราส่วนไหนที่จะตอบโจทย์ในการหาหุ้นที่ดีได้ตลอด ฉะนั้น ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พร้อมทั้งประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์

.

.

สนใจข้อมูลธุรกิจ การเงิน การลงทุน เล่าให้ฟังเข้าใจง่ายๆ พร้อมทั้งแรงบันดาลใจดีๆ ในการสร้างฝัน ติดตาม iYom Biz+Inspiration ได้ที่
website : https://iyom-bizinspiration.com
facebook : https://www.facebook.com/iYomBizInspiration

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *